ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

กระบวนการแก้ปัญหาตามหลักวิทยาศาสตร์&หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (อริยสัจ 4)

กระบวนการแก้ปัญหาตามหลักวิทยาศาสตร์&หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (อริยสัจ 4)

การคิดตามนัยแห่งพระพุทธศาสนากับการคิดแบบวิทยาศาสตร์


การคิดตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา การคิดตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา เป็นการศึกษาถึงวิธีการแก้ปัญหาตามแนวพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า วิธีการแก้ปัญหาแบบอริยสัจ มีดังนี้คือ (พระราชวรมุนี. 2540 : 43-46)
1. ขั้นกำหนดรู้ทุกข์ การกำหนดรู้ทุกข์หรือการกำหนดปัญหาว่าคืออะไร มีขอบเขตของปัญหาแค่ไหน หน้าที่ที่ควรทำในขั้นแรกคือให้เผชิญหน้ากับปัญหา แล้วกำหนดรู้สภาพและขอบเขตของปัญหานั้นให้ได้ ข้อสำคัญคือ อย่าหลบปัญหาหรือคิดว่าปัญหาจะหมดไปเองโดยที่เราไม่ต้องทำอะไร หน้าที่ในขั้นนี้เหมือนกับการที่หมอตรวจอาการของคนไข้เพื่อให้รู้ว่าเป็นโรคอะไร ที่ส่วนไหนของร่างกาย ลุกลามไปมากน้อยเพียงใด ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มีตัวอย่างการกำหนดรู้ทุกข์ตามแนวทางของพุทธพจน์ที่ว่า เกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นเป็นทุกข์
2. ขั้นสืบสาวสมุทัย ได้แก่เหตุของทุกข์หรือสาเหตุของปัญหา แล้วกำจัดให้หมดไป ขั้นนี้เหมือนกับหมอวินิจฉัยสมุฏฐานของโรคก่อนลงมือรักษา ตัวอย่างสาเหตุของปัญหาที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้คือ ตัณหา ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา
3. ขั้นนิโรธ ได้แก่ความดับทุกข์ หรือสภาพที่ไร้ปัญหา ซึ่งทำให้สำเร็จเป็นจริงขึ้นมา ในขั้นนี้ต้องตั้งสมมติฐานว่าสภาพไร้ปัญหานั้นคืออะไร เข้าถึงได้หรือไม่ โดยวิธีใด เหมือกับการที่หมอต้องคาดว่าโรคนี้รักษาให้หายขาดได้หรือไม่ ใช้เวลารักษานานเท่าไร ตัวอย่างเช่น นิพพาน คือการดับทุกข์ทั้งปวงเป็นสิ่งที่เราสามารถบรรลุถึงได้ในชาตินี้ด้วยการเจริญสติพัฒนาปัญญาเพื่อตัดอวิชชา และดับตัณหา
4. ขั้นเจริญมรรค ได้แก่ ทางดับทุกข์ หรือวิธีแก้ปัญหา ซึ่งเรามีหน้าที่ลงมือทำ เหมือนกับที่หมอลงมือรักษาคนไข้ด้วยวิธีการและขั้นตอนที่เหมาะควรแก่การรักษาโรคนั้น ขั้นนี้อาจแบ่งออกเป็น ขั้นย่อยคือ
4.1 มรรคขั้นที่ 1 เป็นการแสวงหาและทดลองใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อค้นหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุด เช่น พระพุทธเจ้าในช่วงที่เป็นคฤหัสถ์เคยใช้ชีวิตแบบบำรุงบำเรอตน หมกหมุ่นในโลกีย์สุข แต่ก็ทรงรู้สึกเบื่อหน่าย จึงออกผนวชแล้วไปบำเพ็ยโยคะบรรลุสมาธิขั้นสูงสุดจากสำนักของอาฬารดาบสและอุทกดาบส แม้ในขั้นนี้พระองค์ยังรู้สึกว่าไม่บรรลุความพ้นทุกข์จึงทดลองฝึกการทรมานตนด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การอดอาหาร เป็นต้น
4.2 มรรคขั้นที่ 2 เป็นการวิเคราะห์ผลการสังเกตและทดลองที่ได้ปฏิบัติมาแล้ว เลือกเฉพาะวิธีการที่เหมาะสมที่สุด ดังกรณีที่พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นว่า กามสุขัลลิกานุโยค (การบำเรอตนด้วยกาม) และอัตตกิลมถานุโยค (การทรมานตนเอง) ที่ได้ทดลองมาแล้ว ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เพราะเป็นเรื่องสุดโต่งเกินไป ทั้งการบำเพ็ญโยคะก็ทำให้ได้เพียงสมาธิ ยังไม่ได้ปัญญาเครื่องดับทุกข์ ดังนั้นวิธีการแห่งปัญญาจะสามารถช่วยให้พ้นทุกข์ได้
4.3 มรรคขั้นที่ 3 เป็นการสรุปผลของการสังเกตและทดลอง เพื่อให้ได้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนั้น ดังกรณีที่พระพุทธเจ้าได้ข้อสรุปว่า ทางสายกลางที่ไม่ตึงเกินไปหรือไม่หย่อนเกิน เป็นทางดับทุกข์ ทางนี้เป็นวิถีแห่งปัญแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์ มีขั้นตอนดังนี้ (พระราชวรมุนี. 2540 : 40-43)
1. การกำหนดปัญหาให้ถูกต้อง ในขั้นนี้นักวิทยาศาสตร์กำหนดขอบเขตของปัญหาให้ชัดเจนว่า ปัญหาอยู่ตรงไหน ปัญหานั้นน่าจะมีสาเหตุมาจากอะไร ตัวอย่างเช่น การค้นพบดาวเนปจูนเมื่อ พ.ศ. 2386-2389 เริ่มจากการที่นักดาราศาสตร์กำหนดปัญหาว่า ทำไมดาวยูเรนัสซึ่งพวกเขาเข้าใจว่าเป็นดาวเคราะห์ดวงที่อยู่ไกลที่สุดจากดวงอาทิตย์จึงมีวิถีโคจรไม่เป็นไปสม่ำเสมอตามกฎแรงโน้มถ่วงนักดาราศาสตร์กลุ่มหนึ่ง สรุปว่ากฎแรงโน้มถ่วงคงใช้ไม่ได้กับสิ่งที่อยู่ไกลดวงอาทิตย์มาก ๆ อย่างดาวยูเรนัส แต่นักดาราศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งสันนิษฐานว่า สาเหตุที่วิถีโคจรของดาวยูเรนัส น่าจะมาจากการที่มีแรงโน้มถ่วงจากดาวเคราะห์ที่ยังค้นไม่พบมากระทำการ นักดาราศาสตร์กลุ่มนี้จึงเริ่มศึกษาหาตำแหน่งของดาวลึกลับดวงนั้นและค้นพบดาวเนปจูนในเวลาต่อมา

2. การตั้งสมมติฐาน นักวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้นเป็นฐานในการตั้งสมมติฐานเพื่อใช้อธิบายถึงสาเหตุของปัญหาและเสนอคำตอบหรือทางออกสำหรับปัญหานั้น ตัวอย่างเช่น ในเรื่องการคันพบดาวเนปจูนนั้น นักดาราศาสตร์กลุ่มหนึ่งตั้งสมมติฐานว่า สาเหตุที่วิถีโคจรของดาวยูเรนัสไม่เป็นไปสม่ำเสมอน่าจะเนื่องมาจากแรงโน้มถ่วงที่มาจากดาวเคราะห์ที่ยังค้นไม่พบ พวกเขาตั้งสมมติฐานว่าน่าจะมีดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งซึ่งมีวิถีโคจรห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่าดาวยูเรนัส และในระหว่าง พ.ศ. 2386-2389 นักดาราศาสตร์สองคน คือ จอห์น อาดัม และเลอเวอริเอร์ ต่างก็ใช้คณิตศาสตร์คำนวณหาตำแหน่งของดาวเนปจูน และทำนายตำแหน่งของดาวดวงนี้ไว้ใกล้เคียงกัน การทำนายของนักดาราศาสตร์ทั้งสองเป็นเพียงการคาดคะเนความจริงซึ่งอยู่ในขั้นตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับคำตอบของปัญหา

3. การสังเกตและการทดลอง เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดของการศึกษาหาความจริงทางวิทยาศาสตร์ การสังเกตเป็นการรวบรวมข้อมูลมาเป็นเครื่องมือสนับสนุนทฤษฎีที่อธิบายปรากฏการณ์ เช่น นักดาราศาสตร์เชื่อว่า โจฮัน แกลล์ ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องท้องฟ้าจนค้นพบดาวเนปจูนเมื่อ พ.ศ. 2389 นอกจากนั้น การทดลองหลายต่อหลายครั้งช่วยให้ค้นพบหลักการทางวิทยาศาสตร์และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการค้นพบนั้น เช่น ในราว พ.ศ. 2150 นายแพทย์วิลเลียม ฮาวีย์ ใช้วิธีการทดลองจนค้นพบการไหลเวียนของโลหิตไปทั่วร่างกาย เขาสังเกตจังหวะชีพจรและการเต้นของหัวใจ ผ่าศพและซากสัตว์เพื่อตรวจสอบหลายครั้ง จนกระทั่งได้ข้อสรุปว่า หัวใจสูบฉีดโลหิตไปทั่วร่างกายทางหลอดเลือดแดง และโลหิตไหลกลับไปยังหัวใจทางหลอดเลือดดำ

4. การวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตและทดลองมีจำนวนมาก นักวิทยาศาสตร์ต้องพิจารณาแยกแยะข้อมูลเหล่านั้นพร้อมจัดระเบียบข้อมูลเข้าเป็นหมวดหมู่และหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลต่าง ๆ เช่น นักเคมีชื่อ ดมิตริ เมนเดลิฟ (D. Mendelief)พบว่า ธาตุบางธาตุมีคุณสมบัติทางเคมีคล้ายกัน จึงได้จัดหมวดหมู่ให้กับธาตุเหล่านั้นโดยคิดตารางธาตุ (periodic table) ซึ่งแบ่งธาตุที่มีคุณสมบัติทางเคมีคล้ายกันไว้ในกลุ่มเดียวกัน ในตารางนี้ปรากฏว่ามีช่องว่างเกิดขึ้นเป็นระยะ ช่องว่างนี้แสดงว่าต้องเป็นที่สำหรับธาตุที่ยังค้นไม่พบ นักเคมียุคต่อมาได้ค้นพบธาตุใหม่จำนวนมาก แล้วนำมาเติมใส่ช่องว่างในตารางธาตุของเมนเดลิฟ

5. การสรุปผล ในการสรุปผลของการศึกษาค้นคว้านักวิทยาศาสตร์อาจใช้ภาษาธรรมดาเขียนกฎหรือหลักการทางวิทยาศาสตร์ออกมา บางครั้งนักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องสรุปผลด้วยคณิตศาสตร์ ตัวอย่างเช่น อัลเบิร์ต ไอสไตน์ พบความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานและมวลสารจึงเขียนสรุปผลการค้นพบทฤษฎีสัมพันธ์เป็นสมการว่า E=MC2 หมายความว่า พลังงาน (E = Energy) เท่ากับมวลสาร (M = Mass) คูณด้วยความเร็วของแสงยกกำลังสอง

เปรียบเทียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์กับวิธีการแก้ปัญหาแบบอริยสัจ
ญาที่เริ่มต้นด้วยสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สรุปก็คือมรรคมีองค์ นั่นเองแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ระบบบริหารงานธุรการ


ระบบบริหารงานธุรการและสำนักงาน รร.หนองสองห้องวิทยา



กลุ่มอำนวยการ
กลุ่มบริหารงานวิชาการ
กลุ่มบริหารงานทั่วไป
กลุ่มบริหารงานบุคคล
กลุ่มบริหารงานงบประมาณ

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561

การอ่านที่ทรงประสิทธิภาพ

หนึ่งในคุณสมบัติของบุคคลที่ประสบความสำเร็จคือการเป็นนักเรียนรู้ นักค้นคว้า และนักอ่าน เป็นนิสัยที่สร้างยาก แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป วันนี้อายุน้อยร้อยล้านขอแนะนำ 14 ทักษะการอ่านที่มีประสิทธิภาพ ให้กับทุกๆคนนะครับ
.
1. ใช้ความรู้พื้นฐานวิเคราะห์เนื้อเรื่อง
2. ตั้งคำถาม หมั่นสงสัยระหว่างอ่าน
3. พยายามเข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้เขียน
4. ค้นหา Idea หลักให้เจอ
5. ลำดับเรื่องราวให้ได้กว้างๆ
6. นึกถึงสาเหตุ และผลกระทบของเรื่องราวต่างๆ
7. พยายามอนุมาน หรือสรุปทุกช่วงที่ได้อ่านไปแล้ว
8. พยายามทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในบทที่ยังอ่านไม่ถึง
9. แยกให้ออกระหว่างความจริง กับสิ่งที่เป็นข้อคิดเห็น
10. จากนั้นลงลึกรายละเอียดในความจริงที่อ่านเจอ
11. เปรียบเทียบสิ่งที่ต่าง เติมช่องว่างในสิ่งที่เหมือน
12. สร้างจุดเชื่อมโยงเรื่องต่างๆเข้าด้วยกัน
13. อย่าไปจำ แต่ให้ย้ำด้วยภาพ
14. อ่านซ้ำ ถ้าไม่เข้าใจ อ่านใหม่ถ้าไม่รู้เรื่อง
.
#นักอ่าน #อายุน้อยร้อยล้าน #อ่านหนังสือ #การอ่านหนังสือที่มีประสิทธิภาพ

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ธรรมนำชีวิต


ธรรมะกับนักบริหารสถานศึกษา

ตอนที่ 1 ความเป็นหนึ่งขององค์กร


ตอนที่ 2 การบริหารแบบ Soft Skills 

ตอนที่ 3 ศิลปะผู้นำ คุณธรรมผู้ตาม ภาคผู้นำ

ตอนที่ 4 ความขัดแย้งกับการสร้างทีม ( พระมหา ดร.สมชาย ฐานวุฑฺโฒ )


ตอนที่ 5 ความพึงพอใจในการทำงาน ( พระมหา ดร.สมชาย ฐานวุฑฺโฒ )


ตอนที่ 6 ทำงานสนุก ชีวิตเป็นสุข 


ตอนที่ 7 เทคนิคการบริหารเวลา


ตอนที่ 8 การบริหารเวลาสำคัญต้องมาก่อน



ตอนที่ 9 แผนที่ชีวิต

ตอนที่ 10 เทคนิคการพูดครองใจคน

ตอนที่ 11 กติกาชีวิต

ตอนที่ 12 วิธีสลัดเรื่องน้อยสาระออกจากใจ


ตอนที่ 13 การฝ่าฟันอุปสรรคด้วย AQ

ตอนที่ 14 นิสัยสู่ความสำเร็จ

ตอนที่ 15 เส้นบางๆของความสำเร็จ
















ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ประวัติผู้เขียน


ประวัติผู้บริหาร



นายองอาจ  สิมเสน

ตำแหน่งปัจจุบัน
: รองผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนนครขอนแก่น สพม.25

ประวัติการศึกษา
: ปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต (ค.บ.) วิชาเอก ฟิสิกส์  มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี
: ปริญญาโท ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (ศษ.ม.) วิชาเอก การบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง 
: รองผู้อำนวยการโรงเรียนนครขอนแก่น

ประวัติรับราชการ
: ปี พ.ศ.2553  ครูผู้ช่วย โรงเรียนเวียงวงกตวิทยาคม สพม.25
: ปี พ.ศ.2555  ครู  โรงเรียนเวียงวงกตวิทยาคม สพม.25
: ปี พ.ศ.2558  รองผู้อำนวยการโรงเรียนหนองสองห้องวิทยา สพม.25
: ปี พ.ศ.2561  รองผู้อำนวยการโรงเรียน รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน
: ปี พ.ศ.2561  รองผู้อำนวยการโรงเรียนนครขอนแก่น

ประวัติการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
: ปี พ.ศ.2561  ตริตาภรณ์มงกุฏไทย (ต.ม.)

ประวัติการอบรม/พัฒนา

ปี พ.ศ. 2561

ปี พ.ศ. 2560

ปี พ.ศ. 2559

ปี พ.ศ. 2558
  - ผ่านการพัฒนาตามหลักสูตรการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งในดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา รุ่่นที่ 1/2558 จ.อุดรธานี
  - ผ่านการฝึกประสบการณ์ในสถานศึกษาต้นแบบ รร.อุดรธรรมานุสรณ์ จ.อุดรธานี
  - ผ่านการอบรม "ภาพยนต์สุจริต" โครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา กิจกรรมการเรียนรุู้และนำเสนองานวิจัย "100 วิจัย ต้านภัยคอร์รัปชัน" จากสำนักงานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  

ปี พ.ศ. 2557

ปี พ.ศ. 2556
  - ผ่านการฝึกอบรมผุู้บังคับบัญชาลูกเสือ ขั้นผู้ช่วยผู้ให้การฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือ รุ่นที่ 701 (ASSISTANT LEADER TRAINERS COURSE)
ปี พ.ศ. 2555
 - ร่วมแสดงผลงานวิจัย ระบบนานาชาติ ในงาน The Workshop for master degree programs in education Administration on "Leadership soft skill" ณ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  - ผ่านการอบรมหลักสูตร การเขียนโปรแกรม Scratch เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ณ โรงแรมรอยอลเบญจา สุขุมวิท 5 กรุงเทพมหานคาร 
ปี พ.ศ. 2554
  - ผ่านการฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ขั้นความรู้ขั้นสูง รุ่นที่ 3/2554
  - เข้าร่วมประชุมวิชาการระดับนานาชาติ การประชุมวิชาการบริหารการศึกษาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 34 และแสดงผลงานวิจัยระดับชาติ ครั้งที่ 3 ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพฯ 

รางวัลที่ได้รับ
  -  โรงเรียนผ่านการประเมินสถานศึกษาแบบอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และบริหารจัดการตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง "สถานศึกษาพอเพียง 2558"
  -   รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 สถานศึกษาจัดกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน ขับขี่ปลอดภัย สวมหมวกนิรภัย 100 % จากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดขอนแก่น
  -   รางวัลชนะเลิศ (โรงเรียนขนาดกลาง) โรงเรียนจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและพัฒนาห้องสมุดมีชีวิตในโรงเรียนดีเด่น ตามโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน(๑ ป ๕ ส) ของ สพฐ. ประจำปี 2559
  -  รางวัลสถานศึกษาต้นแบบ การส่งเสริมค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ (Best Practice) ประจำปีการศึกษา 2556 สถานศึกษาขนาดกลาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 25
  -  ได้รับคัดเลือก เป็นโรงเรียนยุวชนตำรวจ สพฐ.  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  -  ได้รับรางวัล เหรียญทอง รองชนะเลิศอันดับ 2 การแข่งขันการจัดการค่ายพักแรม ม.1-3  ระดับชาติ ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 66  ปีการศึกษา 2559
  -  ได้รับคัดเลือก รองผู้อำนวยการดีเด่น เนื่องในการจัดงานวันครู ประจำปี 2559
  -  ได้รับรางวัล เหรียญทอง ชนะเลิศอันดับ 1  การแข่งขันการจัดการค่ายพักแรม ม.1-3  ระดับชาติ ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 67  ปีการศึกษา 2560
  -  ครูผู้สอนนักเรียน ได้รับรางวัลเหรียญทอง รองชนะเลิศอันดับ 1 กิจกรรมเครื่องบินพลังยาง ประเภทบินไกล(ปล่อยด้วยมือ) ระดับ ม.ต้น งานแข่งขันทักษะความสามารถทางวิชาการของนักเรียน การแสดงผลงานครูและนักเรียน ครั้งที่ 62
  -  ครูผู้สอนนักเรียน ได้รับรางวัลนักเรียนระดับเหรียญทองแดง กิจกรรมสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) ระดับ ม.ต้น งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ครั้งที่ 63
  -  ครูผู้สอนนักเรียน ได้รับรางวัลนักเรียนระดับเหรียญทองแดง กิจกรรมการออกแบบสิ่งของเครื่องใช้ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระดับ ม.ปลาย งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ครั้งที่ 63
การเป็นคณะทำงานและวิทยากร
  - คณะทำงาน ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กิจกรรมท้องถิ่นอีสาน งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน จังหวัดขอนแก่น ครั้งที่ 63 ปีการศึกษา 2556
  - คณะทำงาน ตำแหน่งกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ สหวิทยาเขตหนองสองห้อง-พล สพม.25
  - คณะกรรมการฝ่ายวิทยากร เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัด สพม.25
- คณะทำงานฝ่ายดำเนินงาน งานไหมและสภากาชาด ประจำปี 2561
- ประธานคณะกรรมการฝ่ายการเงินและพัสดุ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(สาระทัศนศิลป์) งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 67 ปีการศึกษา 2560 (เกียรติบัตร) (คำสั่ง )

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561

บันได 7 ขั้นสู่ความสำเร็จในการทำงาน

บันได 7 ขั้นสู่ความสำเร็จในการทำงาน




ใครๆก็คงอยากประสบความสำเร็จในการทำงานกันทั้งนั้น แต่จะทำอย่างไร วันนี้ Eduzones มี 7 วิธีง่ายๆมาฝากค่ะ..​

1. ค้นพบเป้าหมายของชีวิต 
คุณต้องค้นพบว่า งานแบบไหนที่คุณต้องการจริงๆ โดยการหาเวลาคุยกับตัวเองบ่อย ๆ ว่างานที่คุณทำ สามารถทำให้คุณเป็นอย่างที่อยากเป็นหรือไม่ และจะทำอย่างไรเพื่อจะไปให้ถึงจุดนั้นได้

2. สนุกกับงานที่ทำ 
เมื่อค้นพบแล้วคราวนี้ก็มาสนุกกับงานที่ทำให้เต็มที่ เพราะเมื่อไรก็ตามที่คุณทำงานด้วยความสนุก คุณก็จะมีแรงกระตุ้นให้ทำงานนั้นๆให้ดีที่สุด และประสบความสำเร็จให้ได้

3. มุ่งมั่นและเชื่อมั่น 
เพื่อความสำเร็จ อย่าลืมใส่ความมุ่งมั่นลงไปในงานที่ทำด้วยนะคะ เพราะเมื่อไรก็ตามที่คุณมุ่งมั่นทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียร ผนวกกับความเชื่อมั่นในตัวเอง และกล้าที่จะคิด และทำในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่นได้ รับรองได้เลยค่ะว่าผลลัพธ์ คือ ความสำเร็จแน่นอน

4. คิดสร้างสรรค์ 
ผู้ที่ประสบกับความสำเร็จมักจะเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์และถ้าคุณเป็นนักคิดที่มีคุณภาพแล้วล่ะก็ คุณจะเป็นที่ต้องการของทุกองค์กรอย่างแน่นอนที่สุด อย่าเพิ่งหยุดคิดนะคะ แม้วันนี้จะยังไม่ใช่ แต่สักวันมันต้องเวิร์กแน่ๆ

5. ปรับตัวเร็ว 
เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเผชิญกับปัญหาการอยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมงานจนกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางความสุขในการทำงานอยู่ในขณะนี้ สิ่งที่ต้องทำคือ ปรับตัวค่ะ คุณจะต้องลดหรือเพิ่มพฤติกรรมบางอย่างของคุณเพื่อให้เข้ากับสังคมในที่ทำงานให้ได้เร็วที่สุดค่ะ

6. คิดบวก 
อย่านำความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ มาบั่นทอนพลังในการทำงานนะคะ หมั่นคิดหมั่นแสดงท่าทีให้เป็นบวกเข้าไว้ อย่าย่อท้อต่ออุปสรรค ยิ้มเข้าไว้ แล้วคุณจะกลายเป็นที่รัก และชื่นชมของเพื่อนๆ ได้ไม่ยากค่ะ

7. ซื่อสัตย์และมีน้ำใจ
รับผิดชอบต่อหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และช่วยเหลือผู้อื่นทุกครั้งที่มีโอกาสเพราะคนดีและมีน้ำใจอย่างคุณนี่แหละที่ทุกองค์กรปรารถนา จะทำอะไรก็มีคนคอยสนับสนุน และผลักดันให้เจริญก้าวหน้า

7 ข้อนี้ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ? ลองนำไปปรับใช้กันดูนะ แล้วสักวันคุณจะประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน..


ขอบคุณข้อมูลจาก eduzone

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2561

“Teach Less..Learn More”

ทำไมต้อง “Teach Less..Learn More”


          เพราะต้องการให้ ผู้เรียน “ได้มีเวลาสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองอย่างเต็มที่ Create a fully Self-Knowledge” จากการมีส่วนร่วมในประสบการณ์ Active Experience Participation มากที่สุด.. นั่นคือทั้งครูและผู้ปกครองต้อง “มีการช่วยเหลือน้อยที่สุด และรอบคอบที่สุด Facilitation must be light and subtle” ผู้เรียนจึงจะสามารถสร้างความรู้ขึ้นได้เอง เพราะเกิดอาการ Learning by Doing….อย่างแท้จริง...

          มีความจริงว่า คนเราสามารถ “เรียนรู้ได้โดยปราศจากความช่วยเหลือ” เพราะความรู้เกิดจากประสบการณ์ และเขาจะได้รับความรู้โดยธรรมชาติ By Nature จากการแก้ปัญหา Problem Solving ในประสบการณ์นั้นๆด้วยตัวของเขาเอง

          คุณครูและผู้ปกครอง เพียงแต่ “แนะ และชี้นำ”เพียงเล็กน้อย หากจำเป็น เท่านั้น Facilitates the Learning Process by giving Hints and Cues when needed
นี้เป็นการสร้างและพัฒนาความรู้ ความเข้าใจขึ้นจาก “ภายใน Insights.”ของบุคคล ผ่านการมีส่วนร่วมทางปัญญา ทางอารมณ์ และทางร่างกาย Through involvement in Intellectual, emotional and physical activity ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีความช่วยเหลือใดๆจากครูผู้สอนหรือผู้ปกครอง..เพราะ ประสบการณ์ “กำลังสอนเขา”ให้หาทางเอาชนะอุปสรรคที่กำลังเผชิญอยู่..เขาจะชนะหรือแพ้ ก็เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นในตัวของเขาทั้งสองอย่าง คือมีความรู้ว่า ทำอย่างนี้ถูก ทำอย่างนั้นผิด แล้วจะทำอย่างไรให้ถูกต้อง นี่เป็นความรู้ที่วิเศษมากจริงๆ..มันเป็นธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นในขณะทำงาน “Doing” ด้วยตัวเอง..ซึ่ง “ความรู้ ความเข้าใจ”เกิดขึ้นจากการแก้ปัญหา และจะพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้น “คุณครูและผู้ปกครองควรเปิดโอกาสให้ การเรียนรู้จากประสบการณ์นี้ เกิดขึ้นให้มากที่สุด” แม้ว่าการให้ความช่วยเหลือจะเป็นการแสดงออกซึ่งความรักความเมตตา..แต่ก็ควร ระงับยับยั้ง ชั่งใจให้ได้ว่า “การช่วยเหลือนี้จะเป็นการขวางกั้น และระงับยับยั้งพัฒนาการของลูกศิษย์ และบุตรหลานไปอย่างน่าเสียดายโอกาส ที่ไม่รู้ว่าจะหวนมาอีกหรือไม่”..การช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นสิ่งดี แต่ต้องมี “วิจารณญาณ Thoughtfulness” ในการให้ความช่วยเหลือนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ในเรื่องประสบการณ์ การเรียนรู้ Experiential learning” ควรปล่อยให้เขาสามารถสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาด้วยตนเอง จะเป็นการดีที่สุด..หากมีความจำเป็นจริงๆ ก็ควรทำเพียงแค่แนะทาง หรือชี้นำเท่านั้น ก็พอ...

          เมื่อนักเรียนกำลังใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหานั้น “พวกเขาจะมีสภาพเหมือนกำลังใช้ความคิดในการสอบ ข้อสอบก็เหมือนสถานการณ์ หรือ Situation การทำข้อก็คือการแก้ปัญหาด้วยประสบการณ์ Experience” นี้จึงเป็นโอกาสที่คุณครู “จะกลายเป็นผู้เรียนเสียเอง Teachers become Learners.” คือ ครูต้องเรียนรู้พฤติกรรมการเรียน หรือ การเข้าไปมีส่วนร่วมในประสบการณ์ ที่เรียกว่า Active Participation” คือใช้ความสังเกตจนรู้ว่า “แต่ละคนในคาบเรียนนี้ This Period” นักเรียนคนใดเป็นอย่างไร..สมควรช่วยเหลือหรือไม่..อย่างไร..เพียงไร..เพราะ อุดมการณ์แห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21.ก็คือ “คุณครูจะไม่ทิ้งลูกศิษย์คนใดไว้ข้างหลังตนเองอย่างเด็ดขาด”.....

          ในบรรยากาศ “ระหว่างคาบการเรียนการสอน” หลังจากการนำเข้าสู่บทเรียน และระหว่างที่ผู้เรียนกำลัง Learning by Doing อยู่นั้น มี “ปรากฏการณ์ หรือ Phenomenon” ที่น่าตื่นเต้นมากมายสำหรับคุณครู..ซึ่งท่านจะสังเกตเห็น Observed ตลอดเวลา ว่า จะมีผู้เรียนอยู่หลายประเภท ที่แสดงอาการออกมาให้ดังเช่น...นัดเรียนพวกหนึ่งมีการเรียนรู้จากประสบการณ์ ที่รายรื่น สนุกสนาน และได้ความรู้จากประสบการณ์ไปเต็มๆ...อีกพวกหนึ่งกระท่อนกระแท่น..ขาดๆ เกินๆ..พวกนี้คุณครูต้องแนะ Guide เพียงเล็กน้อย แล้วก็ไปรอดฉลุย..แต่อีกพวกหนึ่งมีอาการล้มลุกคลุกคลาน พวกนี้คุณครูต้องเข้าให้ความช่วยเหลือ เรียกตามหลักวิชาการว่า Scaffolding คือช่วยแนะวิธี How to “Do”..พร้อมบอกทางเพื่อยกระดับความรู้พื้นฐานให้ เรียกว่า “สร้างสะพานความรู้ Knowledge Bridge” เพื่อให้พวกเขาสามารถไปหาประสบการณ์เองได้ แล้วพวกเขาก็ไปรอด..และคุณครูก็ประสบความสำเร็จในการเรียนการสอน เพราะความสามารถในการ “ใช้วิจารณญาณ Thoughtfulness” อันแจ่มใสของคุณครู และ นักเรียนมีความรู้ความสามารถที่จะฟันฝ่าอุปสรรคในการเรียนรู้ครั้งนี้ไป ได้...

สุทัศน์ เอกา...................บอกความ