ค้นหาบล็อกนี้

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2561

“Teach Less..Learn More”

ทำไมต้อง “Teach Less..Learn More”


          เพราะต้องการให้ ผู้เรียน “ได้มีเวลาสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองอย่างเต็มที่ Create a fully Self-Knowledge” จากการมีส่วนร่วมในประสบการณ์ Active Experience Participation มากที่สุด.. นั่นคือทั้งครูและผู้ปกครองต้อง “มีการช่วยเหลือน้อยที่สุด และรอบคอบที่สุด Facilitation must be light and subtle” ผู้เรียนจึงจะสามารถสร้างความรู้ขึ้นได้เอง เพราะเกิดอาการ Learning by Doing….อย่างแท้จริง...

          มีความจริงว่า คนเราสามารถ “เรียนรู้ได้โดยปราศจากความช่วยเหลือ” เพราะความรู้เกิดจากประสบการณ์ และเขาจะได้รับความรู้โดยธรรมชาติ By Nature จากการแก้ปัญหา Problem Solving ในประสบการณ์นั้นๆด้วยตัวของเขาเอง

          คุณครูและผู้ปกครอง เพียงแต่ “แนะ และชี้นำ”เพียงเล็กน้อย หากจำเป็น เท่านั้น Facilitates the Learning Process by giving Hints and Cues when needed
นี้เป็นการสร้างและพัฒนาความรู้ ความเข้าใจขึ้นจาก “ภายใน Insights.”ของบุคคล ผ่านการมีส่วนร่วมทางปัญญา ทางอารมณ์ และทางร่างกาย Through involvement in Intellectual, emotional and physical activity ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีความช่วยเหลือใดๆจากครูผู้สอนหรือผู้ปกครอง..เพราะ ประสบการณ์ “กำลังสอนเขา”ให้หาทางเอาชนะอุปสรรคที่กำลังเผชิญอยู่..เขาจะชนะหรือแพ้ ก็เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นในตัวของเขาทั้งสองอย่าง คือมีความรู้ว่า ทำอย่างนี้ถูก ทำอย่างนั้นผิด แล้วจะทำอย่างไรให้ถูกต้อง นี่เป็นความรู้ที่วิเศษมากจริงๆ..มันเป็นธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นในขณะทำงาน “Doing” ด้วยตัวเอง..ซึ่ง “ความรู้ ความเข้าใจ”เกิดขึ้นจากการแก้ปัญหา และจะพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้น “คุณครูและผู้ปกครองควรเปิดโอกาสให้ การเรียนรู้จากประสบการณ์นี้ เกิดขึ้นให้มากที่สุด” แม้ว่าการให้ความช่วยเหลือจะเป็นการแสดงออกซึ่งความรักความเมตตา..แต่ก็ควร ระงับยับยั้ง ชั่งใจให้ได้ว่า “การช่วยเหลือนี้จะเป็นการขวางกั้น และระงับยับยั้งพัฒนาการของลูกศิษย์ และบุตรหลานไปอย่างน่าเสียดายโอกาส ที่ไม่รู้ว่าจะหวนมาอีกหรือไม่”..การช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นสิ่งดี แต่ต้องมี “วิจารณญาณ Thoughtfulness” ในการให้ความช่วยเหลือนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ในเรื่องประสบการณ์ การเรียนรู้ Experiential learning” ควรปล่อยให้เขาสามารถสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาด้วยตนเอง จะเป็นการดีที่สุด..หากมีความจำเป็นจริงๆ ก็ควรทำเพียงแค่แนะทาง หรือชี้นำเท่านั้น ก็พอ...

          เมื่อนักเรียนกำลังใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหานั้น “พวกเขาจะมีสภาพเหมือนกำลังใช้ความคิดในการสอบ ข้อสอบก็เหมือนสถานการณ์ หรือ Situation การทำข้อก็คือการแก้ปัญหาด้วยประสบการณ์ Experience” นี้จึงเป็นโอกาสที่คุณครู “จะกลายเป็นผู้เรียนเสียเอง Teachers become Learners.” คือ ครูต้องเรียนรู้พฤติกรรมการเรียน หรือ การเข้าไปมีส่วนร่วมในประสบการณ์ ที่เรียกว่า Active Participation” คือใช้ความสังเกตจนรู้ว่า “แต่ละคนในคาบเรียนนี้ This Period” นักเรียนคนใดเป็นอย่างไร..สมควรช่วยเหลือหรือไม่..อย่างไร..เพียงไร..เพราะ อุดมการณ์แห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21.ก็คือ “คุณครูจะไม่ทิ้งลูกศิษย์คนใดไว้ข้างหลังตนเองอย่างเด็ดขาด”.....

          ในบรรยากาศ “ระหว่างคาบการเรียนการสอน” หลังจากการนำเข้าสู่บทเรียน และระหว่างที่ผู้เรียนกำลัง Learning by Doing อยู่นั้น มี “ปรากฏการณ์ หรือ Phenomenon” ที่น่าตื่นเต้นมากมายสำหรับคุณครู..ซึ่งท่านจะสังเกตเห็น Observed ตลอดเวลา ว่า จะมีผู้เรียนอยู่หลายประเภท ที่แสดงอาการออกมาให้ดังเช่น...นัดเรียนพวกหนึ่งมีการเรียนรู้จากประสบการณ์ ที่รายรื่น สนุกสนาน และได้ความรู้จากประสบการณ์ไปเต็มๆ...อีกพวกหนึ่งกระท่อนกระแท่น..ขาดๆ เกินๆ..พวกนี้คุณครูต้องแนะ Guide เพียงเล็กน้อย แล้วก็ไปรอดฉลุย..แต่อีกพวกหนึ่งมีอาการล้มลุกคลุกคลาน พวกนี้คุณครูต้องเข้าให้ความช่วยเหลือ เรียกตามหลักวิชาการว่า Scaffolding คือช่วยแนะวิธี How to “Do”..พร้อมบอกทางเพื่อยกระดับความรู้พื้นฐานให้ เรียกว่า “สร้างสะพานความรู้ Knowledge Bridge” เพื่อให้พวกเขาสามารถไปหาประสบการณ์เองได้ แล้วพวกเขาก็ไปรอด..และคุณครูก็ประสบความสำเร็จในการเรียนการสอน เพราะความสามารถในการ “ใช้วิจารณญาณ Thoughtfulness” อันแจ่มใสของคุณครู และ นักเรียนมีความรู้ความสามารถที่จะฟันฝ่าอุปสรรคในการเรียนรู้ครั้งนี้ไป ได้...

สุทัศน์ เอกา...................บอกความ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น